ใครที่มีปัญหา ดูแลหน้าอย่างไรก็หนีไม่พ้นริ้วร้อยและความเหี่ยวย่น วันนี้หมอขอพาไปทำความรู้จักกับการ “ร้อยไหม” เทคนิคเสริมความงาม ที่แก้ไขปัญหาได้อย่างเร่งด่วนที่สุด ซึ่งใครที่กลัวว่าการร้อยไหมจะมีอันตราย ทำแล้วเห็นผลจริงหรือไม่ ไขทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับการร้อยไหมไปกับ หมอเบญ จาก Agaligo Clinic แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเจ้าของประสบการณ์ในการร้อยไหมยกกระชับกว่า 12 ปี
ร้อยไหม คืออะไร ? ใช้อะไรร้อย?
ร้อยไหม (Thread Lift) คือ หัตถการทางการแพทย์ที่ใช้เส้นไหมพิเศษสอดเข้าใต้ผิวหนัง และใช้เงี่ยงเล็ก ๆ บนตัวไหม เกี่ยวยกกระชับและปรับรูปใบหน้า โดยเงี่ยงเล็กๆ เหล่านี้นอกจากจะช่วยเกี่ยวผิวหนังให้กระชับขึ้นแล้วยังเข้าไปกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ใต้ชั้นผิว ทำให้ผิวหน้าดูเรียวสวยและกระชับขึ้น โดยวัสดุที่ใช้ร้อยนั้นก็จะเป็นกลุ่ม Polydioxanone (PDO) หรือ Polylactic Acid (PLA) ที่สามารถย่อยสลายและดูดซึมได้ใต้ชั้นผิวของมนุษย์ ทำให้ไม่กลายเป็นอันตรายในภายหลัง
ซึ่งการร้อยไหมนั้นมีจุดการร้อยไหมจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย ริ้วรอย และต้องการปรับปรุงคุณภาพผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและไม่ต้องพักฟื้นนาน เพราะการร้อยไหมเป็นวิธีการยกกระชับที่เห็นผลชัดเจนที่สุด และเห็นผลได้ทันที ซึ่งแตกต่างไปจากบริการอื่น ๆ ที่อาจจะให้ผลลัพธ์แตกต่างกันไปในบางคน
การร้อยไหม แตกต่างจากหัตถการอื่นอย่างไร ?
การร้อยไหมเป็นหัตถการที่เกิดขึ้นในชั้นรอยต่อของ Subcutaneous กับ SMAS ซึ่งเป็นผิวชั้นที่ลึกกว่าหัตถการอื่น ๆ ทำให้ให้ผลลัพธ์ที่ได้นั้นเทียบเท่ากับการทำศัลยกรรมดึงหน้า ที่ต้องใช้การผ่าตัด ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เหมาะกับคนที่มีผิวหย่อนคล้อยหนัก คนที่ไม่เคยทำหัตถการมาก่อนและต้องการฟื้นฟูเร่งด่วน ไปจนถึงคนที่ทำหัตถการอื่นๆไม่ได้ผล แต่ยังต้องการปรับยกกระชับใบหน้า และยังใช้เวลาไม่นาน ความพิเศษของการร้อยไหม ที่สำคัญคือช่วยเก็บร่องน้ำหมากได้ในกลุ่มคนไข้ที่เคยทำศัลยกรรมดึงหน้าแล้ว ให้ตึงมากขึ้นและมีความเสี่ยงน้อย คนไข้สามารถใช้ชีวิตธรรมดาได้ทันทีหลังทำหน้าเสร็จ โดยไม่ต้องพักฟื้นเลย
การร้อยไหม เหมาะกับใครบ้าง ?
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหน้าไม่กระชับ : เมื่ออายุมากขึ้น การสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในผิวจะลดลง ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดริ้วรอยได้ง่าย การร้อยไหมจะช่วยยกกระชับผิว ลดริ้วรอย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ ทำให้ผิวกลับมาเต่งตึงและอ่อนเยาว์อีกครั้ง
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยจากปัญหาคอลลาเจน : คอลลาเจนเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เสมือนโครงสร้างค้ำจุนผิว หากมีปริมาณคอลลาเจนไม่เพียงพอ ผิวก็จะหย่อนคล้อยได้ง่าย การ ‘ร้อยไหม’ จะช่วยยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยให้กลับมาเต่งตึง โดยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา
- คนที่ชอบเห็นผลลัพธ์ยาวนานไม่ต้องเจ็บตัวบ่อย ๆ : การร้อยไหมเป็นวิธีที่ช่วยปรับรูปหน้าได้อย่างรวดเร็ว เห็นผลได้ทันทีหลังทำ โดยไม่ต้องผ่าตัดหรือพักฟื้นนาน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้าก่อนงานสำคัญ หรือผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาใบหน้าไม่เรียว รูปหน้าไม่สมดุล
- ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิว : การร้อยไหมจะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ ทำให้ผิวกลับมาเต่งตึง ยืดหยุ่น และมีสุขภาพดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดริ้วรอยและจุดด่างดำต่างๆ ให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์และสดใส
- ผู้ที่มีริ้วรอยลึก : การร้อยไหมสามารถช่วยแก้ไขริ้วรอยลึกได้ดีกว่าวิธีอื่นๆ เช่น การฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ เนื่องจากเส้นไหมจะช่วยยกกระชับผิวจากชั้นลึก ทำให้ริ้วรอยแลดูตื้นขึ้นและผิวเรียบเนียนขึ้น
ร้อยไหม มีกี่แบบ แบบไหนดีที่สุด ?
ไหมร้อย มีหลากหลายประเภท โดยสามารถแบ่งได้ตาม ยี่ห้อ วัสดุ และรูปทรง ซึ่งการเลือกประเภทไหมร้อยที่ดีที่สุดจะขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและความต้องการของแต่ละบุคคล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ สภาพผิว และบริเวณที่ต้องการร้อยไหม เพื่อเลือกประเภทไหมที่เหมาะสมที่สุด แต่ไม่ว่าจะมีเกณฑ์ในการเลือกมากน้อยแค่ไหนประเภทหลัก ๆ ของเส้นไหมสำหรับร้อยหน้านั้น จะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ ไหมละลาย และไหมไม่ละลาย
ไหมละลาย
เป็นไหมที่ใช้ในการ ‘ร้อยไหม’ โดยเฉพาะ เพราะไหมชนิดนี้จะสลายไปเองได้ตามธรรมชาติภายในระยะเวลา 6-18 เดือน โดยไม่ทิ้งสารตกค้างใด ๆ โดยมีวัสดุยอดนิยมในการร้อยไหม 3 ชนิดได้แก่
- Polydioxanone (PDO) เป็นไหมที่สลายตัวได้เร็วที่สุดภายใน 4-6 เดือน เหมาะสำหรับการร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิว ลดริ้วรอย และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
- Polylactic Acid (PLA) เป็นไหมที่สลายตัวได้ช้ากว่า PDO ภายใน 6-8 เดือน เหมาะสำหรับการร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยอย่างเห็นได้ชัด
- Polycaprolactone (PCL) เป็นไหมที่สลายตัวได้ช้าที่สุดภายใน 12-18 เดือน เหมาะสำหรับการร้อยไหมเพื่อยกกระชับผิวในบริเวณที่ต้องการผลลัพธ์ที่ยาวนาน
- PLACL **ไหมอิตาลี
โดยไหมละลายในปัจจุบันก็มีหลากหลายยี่ห้อซึ่ง มีจุดเด่นแตกต่างกันออกไปตามนี้
ไหม Definisse หรือ ไหมอิตาลี
ไหมอิตาลีนั้นเป็นไหมละลายชนิดหนึ่งทำมาจากวัสดุ PCL และ PLA มีลักษณะพิเศษเป็นเส้นไหมที่มีเงี่ยง 360 องศา ช่วยเกี่ยวและยกกระชับผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปลายเข็มมนช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อและเส้นเลือดขณะร้อยไหม ตบท้ายด้วยเทคโนโลยี Nano เทคโนโลยีการผลิตที่ทำให้เส้นไหมมีขนาดเล็กแต่เหนียวมาก จึงลดความรู้สึกเจ็บขณะร้อยไหมและทำให้แผลหายเร็วขึ้น
โดยผลลัพธ์จากการร้อยไหมอิตาลีจะอยู่ได้นานประมาณ 12-18 เดือน เนื่องจากไหมจะสลายไปเองตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ สภาพผิว และการดูแลหลังการรักษา
ซึ่งไหมอิตาลีนี้เป็นเป็นไหมที่ให้การยกกระชับที่ดีที่สุดเป็นไหมยอดฮิตสำหรับคนที่ต้องการทำหัตถการร้อยไหมยกกระชับใบหน้า โดยจะเน้นที่ความนุ่มนวลเป็นธรรมชาติมากที่สุด
ไหม (Tesslift) หรือ ไหมเกาหลี
จุดเด็นคือการออกแบบโครงตาข่ายที่ใช้เทคโนโลยี TESS Technology (Tissue Elevation Suspension System) ทำให้ตัวไหมมีลักษณะเป็นเส้นไหมที่มีโครงตาข่ายล้อมรอบ เพื่อเพิ่มความต้านทานต่อแรงดึงอย่างมีประสิทธิภาพแบบ 360 องศา ซึ่งสามารถยกกระชับผิวได้รอบทิศทาง คล้ายคลึงกับไหมอิตาลี แต่จะผลิตจากวัสดุ Polydioxanone (PDO) ซึ่งเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่มีสารตกค้างในร่างกาย ให้ผลลัพธ์ที่ประมาณ 8-12 เดือน ก่อนจะค่อยๆ ย่อยสลายหมดไป
โดยจะเหมาะกับคนที่ต้องการผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากกว่า และอยากได้ความคุ้มค่า ไปจนถึงผลลัพธ์ที่ยาวนาน
ไหมมิ้นท์ (Mint Lift)
ไหมมิ้นท์ คือ ไหมสำหรับการร้อยไหมยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด มีชื่อย่อมาจาก Minimal Invasive Non surgical Thread ซึ่งหมายถึงการร้อยไหมที่ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่และไม่ต้องผ่าตัดดึงหน้า ผลิตจากวัสดุ Polydioxanone (PDO) เช่นกัน
มีจุดเด่นที่แตกต่างจากไหมตัวอื่น คือความแข็งแรงของแกนกลางทำให้เห็นผลลัพธ์ในเรื่องของการยกกระชับได้ดีและยาวนานกว่าไหมทั่วไปถึง 4 เท่า เหมาะสำหรับแก้ไขปัญหาหย่อนคล้อยร้ายแรงตามจุดต่างๆ ได้ เช่น ความหย่อนคล้อยของใบหน้า, แก้มตก, มุมปากตก, และกรอบหน้าไม่ชัด โดยผลลัพธ์จะอยู่ได้นานสุด 8-12 เดือน
ไหมไม่ละลาย หรือไหมถาวร (ปัจจุบันไม่มีใช้ในคลินิกของเรา)
ไหมถาวร (Non-absorbable sutures) เป็นเส้นไหมที่ออกแบบมาเพื่อไม่ให้ละลายหรือสลายไปเองตามธรรมชาติหลังการใช้ ซึ่งมักทำจากวัสดุที่มีความทนทานสูง เช่น ไหมสังเคราะห์ (Nylon, Polypropylene) หรือวัสดุธรรมชาติที่ไม่ละลาย เช่น ไหมดำ (Silk) ซึ่งไหมประเภทนี้มีราคาพื้นฐานที่ถูกกว่า แถมยังให้ผลลัพธ์ถาวรฟังดูดึงดูดใจ แต่จริง ๆ แล้วกลับให้โทษอันตรายจนต้องออกข่าวหลายครั้ง จนทำการร้อยไหมดูเป็นหัตถการที่น่ากลัวและเป็นอันตรายนั่นเอง โดยหลัก ๆ ไหมกลุ่มนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดตามนี้
ไหมพลาสติก
โดยพื้นฐาน ไหมพลาสติกทำจากวัสดุพลาสติกหรือโพลิเมอร์ เช่น Nylon หรือ Polypropylene ซึ่งไม่ละลายตามธรรมชาติ โดยปกติมักใช้ในการเย็บแผลที่ต้องการความทนทานสูง และมีจุดเด่นที่ราคาที่ไม่แพง ทำให้หลายปีก่อนมีคลินิกศัลยกรรมบางเจ้าที่นำมาใช้แทนไหมสำหรับร้อยหน้า ซึ่งทำให้ได้ผลลัพธ์แบบถาวรเพราะไม่ย่อยสลายไป แลกกับความเสี่ยงในการติดเชื้อ, การอักเสบ, การเกิดรอยแผลเป็น และการก่อพังผืดใต้ชั้นผิวที่จะเป็นอันตรายต่อผิวหน้าในอนาคตอย่างถาวร
ไหมทอง (Gold Thread)
ก่อนหน้าที่ไหมละลายทั่วไปจะถูกนำมาใช้ในการทำหัตถการร้อยไหมบนใบหน้า ไหมทองแท้เป็นหนึ่งในทางเลือกของแพทย์ร้อยไหมหลายคน เพราะเชื่อว่าทองคำแท้สามารถละลายได้ภายใต้ผิวของมนุษย์ มีความบาง ความยืดหยุ่นที่ตอบโจทย์ครบถ้วน แต่จริง ๆ แล้วในชั้นผิวของเราไม่สามารถย่อยและดูดซึมทองคำที่มีอนุภาคใหญ่ได้ ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพังผืด การอุดตันเส้นเลือด อาการแพ้ในชั้นผิว และอาการผิดปกติอีกมากมาย รวมไปถึงทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเข้าเรื่อง CT หรืออาจไม่ผ่านการตรวจโลหะในสนามบินได้ด้วย
ก่อนร้อยไหมต้องเตรียมตัวอย่างไร ?
- ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมและเลือกประเภทไหมที่เหมาะกับสภาพผิวและความต้องการ
- แจ้งแพทย์เกี่ยวกับยาที่รับประทานอยู่ โดยเฉพาะยาต้านการแข็งตัวของเลือดหรือยาแอสไพริน ควรหยุดยาเหล่านี้ก่อนทำการร้อยไหม
- ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่อย่างน้อย 24 ชั่วโมง
- ทำความสะอาดผิวหน้าให้สะอาด เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ
- งดแต่งหน้าบริเวณที่จะทำการร้อยไหม
- เตรียมผ้าเย็นหรือเจลเย็นเพื่อประคบบริเวณที่ทำการร้อยไหมหลังทำเสร็จ
- พักผ่อนให้เพียงพอในคืนก่อนทำ เพื่อให้ร่างกายเตรียมพร้อม
- แจ้งแพทย์หากมีประวัติแพ้ยาหรือแพ้สารใดๆ
- เตรียมเวลาสำหรับทำการร้อยไหมและพักฟื้นหลังทำเสร็จ โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง
- เตรียมงบประมาณสำหรับค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทไหมและจำนวนเส้นที่ใช้ โดยสามารถปรึกษากับทางแพทย์ที่ดูแลได้โดยตรง
หลังร้อยไหมต้องดูแลตัวเองอย่างไร ?
-
ประคบเย็นบริเวณที่ทำการร้อยไหมเพื่อลดอาการบวมและช้ำ โดยประคบประมาณ 15-20 นาที วันละหลายๆ ครั้งในช่วง 2-3 วันแรก
-
หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ร้อยไหมแรงๆ หรือเกาบริเวณดังกล่าว
-
งดการออกกำลังกายหนักๆ หรือยกของหนักในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกหลังทำ
ร้อยไหมที่ Agaligo Clinic ต่างจากที่อื่นอย่างไร ?
-
มีเทคนิคการเลือกเส้นไหม ให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละท่าน
-
พร้อมด้วยเทคนิคการร้อยไหม ที่เกิดการบวมช้ำน้อยมาก ในบางรายไม่มีรอยเขียวช้ำเลย
-
เส้นไหมที่เลือกใช้มีความเหนียวและมีแรงยกสูง ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน
-
ใช้เทคนิค Vector lifting ทำให้หน้าดูยก แต่มีความเป็นธรรมชาติ หน้าไม่ตอบและไม่ดูแหลมจนผิดธรรมชาติ
ร้อยหน้าแล้วไหมขาดต้องทำอย่างไร ?
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กว่า 12 ปี คุณหมอยังไม่เคยเจอเคสที่ไหมขาดเลย เพราะว่าเส้นไหมที่เราเลือกใช้เป็นไหมคุณภาพสูง แต่โดยธรรมชาติ ไหมจะละลาย สลายไปหมดภายใน 1-2 ปีขึ้นกับประเภทของวัสดุที่เราเลือกใช้
แต่ที่เคยเจอปัญหา คือ ไหมทะลุ! ส่วนใหญ่เกิดได้จากการร้อยไหมผิดชั้น และการทิ้งความยาวไหมไว้ยาวเกินไป เวลาที่ผิวหน้าเราหดตัวลง จึงทำให้เกิดเส้นไหมส่วนเกินได้ ซึ่งคุณหมอสามารถแก้ไขและดูแลได้ทันที
คำถามเกี่ยวกับการร้อยไหมที่พบบ่อย
Q:ร้อยไหมอยู่ได้กี่เดือน ?
A: ไหมอิตาลี (Difinisse) เป็นวัสดุ PLACL จะอยู่ได้นาน ประมาณ 12-18 เดือน
Q: ร้อยไหม 4 เดือน คลายจริงไหม ?
A: เป็นได้จาก 3 สาเหตุ ดังนี้
- คุณภาพไหม แรงยกน้อย คลายตัวเร็ว
- จำนวนไหม น้อยกว่าน้ำหนักของผิวหน้าส่วนที่หย่อน
- ประเภทของไหม ไหมที่จะยกได้นาน จะต้องได้รับการขึ้นทะเบียนในรูปแบบของไหมยกกระชับ ไม่ใช่ไหมเย็บแผล
Q: ร้อยไหมหน้าบวมไม่ยอมยุบแก้ยังไง ?
A: ต้องทำการประเมินเบื้องต้นก่อนว่า การบวมนั้นเกิดจากสาเหตุใด และแก้ไขปัญหาไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ
Q: ร้อยไหม ฉีดหน้า อัลเทรา ไฮฟู อันไหนดีที่สุด ?
A: จริงๆ แล้วสำหรับคุณหมอส่วนตัวไม่ได้คิดว่าตัวไหนดีที่สุด แต่คิดว่า ต้องเลือกจากปัญหาของคนไข้เป็นหลัก การรักษาแต่ล่ะแบบ เปรียบเสมือนยารักษาที่แตกต่างกัน การวิเคราะห์ปัญหาที่ถูกต้อง จะนำพาไปสู่การเลือกวิธีการรักษาที่ตรงจุด และผลัพธ์ที่ตรงตามความต้องการของคนไข้
Q: หลังร้อยไหมต้องพักฟื้นกี่วัน ?
A: หากไม่มีอาการข้างเคียงใดๆ ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น
Recent Comments